เล็บขบ คืออะไร สาเหตุ อาการ วิธีรักษา และวิธีป้องกันการเกิดเล็บขบ

สำหรับใครที่เคยเกิดอาการเล็บขบคงจะทราบกันดีว่าทั้งเจ็บปวดและทรมานแค่ไหน โดยเฉพาะถ้ามีหนองด้วยแล้วเกิดแตกขึ้นมาล่ะก็ไม่ต้องพูดถึง แสบจนน้ำตาแทบเล็ดกันเลยล่ะ ทรมานมากๆ แล้วอย่างนี้เราจะทำอย่างไรล่ะถึงจะไม่เป็นเล็บขบ ลองมาศึกษากันดูถึงสาเหตุ อาการ ตลอดจนวิธีการป้องกันไม่ให้เกิดเล็บขบ

————– advertisements ————–

เล็บขบคืออะไร
เล็บขบ หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าเล็บคุด (Unguis Incarnatus) คือ อาการที่เกิดจากปลายเล็บของเราจิกหรือทิ่มเข้าไปยังซอกเล็บบริเวณผิวหนังด้านข้างจนทำให้เกิดการอักเสบ บวม แดง และเจ็บปวดทรมานมาก ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเกิดบริเวณด้านนอกของนิ้วเท้าเรา โดยหากไม่ได้รับการรักษาก็จะทำให้เนื้อเยื่องอกขึ้นมาสร้างความเจ็บปวดทรมานเวลาเดินไปไหนมาได้เป็นอย่างยิ่ง และยิ่งหากบริเวณที่เกิดเล็บขบนั้นมีหนองไหลออกมาก็จะยิ่งสร้างความเจ็บปวดแก่ผู้เป็นเล็บขบทวีคูณจนอาจถึงขั้นต้องถอดเล็บออกไปเลยก็มี

สาเหตุของการเกิดเล็บขบ
– การใส่รองเท้าส้นสูงหรือรองเท้าที่บีบเท้ามากเกินไป ทำให้เล็บขดงอเมื่อเล็บใหม่งอกก็จะยิ่งทิ่มลงไปในเนื้อมากขึ้น
– สำหรับผู้ที่ชอบตัดเล็บแบบชิดเนื้อมากจนเกินไป ทำให้เล็บที่งอกใหม่กดลึกลงไปในเนื้อทำให้เกิดเป็นแผลขึ้น หรือคนที่ชอบแต่งเล็บขูดซอกเล็บบ่อยๆ ก็เกิดเล็บขบได้เช่นกัน
– การเล่นกีฬาหรือกิจกรรมบางอย่างทำให้เกิดอุบัติเหตุ เช่น เตะฟุตบอล หรือปลายนิ้วชนกับโต๊ะหรือเก้าอี้บ่อยๆ ทำให้เล็บฉีกขาดทิ่มเข้าไปในซอกเล็บ
– การเกิดเชื้อราบริเวณเล็บ
– ในบางคนที่มีเล็บเท้ากว้างทำให้นิ้วเท้าเกิดการเกยซ้อนกัน
– การรักษาสิวแล้วได้รับยาวิตามินเอมารับประทานก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งเช่นกัน

อาการของเล็บขบ
โดยในระยะแรกของผู้ที่เป็นเล็บขบนั้นจะมีเพียงแค่อาการบวมแดงเพียงเล็กน้อย เมื่อสัมผัสถูกก็จะรู้สึกเจ็บและอุ่นเล็กน้อย หากไม่ได้รักษาในเบื้องต้นนิ้วที่เป็นเล็บขบก็จะบวมมากขึ้นและปวดมากโดยไม่ต้องสัมผัส ซึ่งอาจมีหนองไหลออกมาทำให้เกิดการติดเชื้อได้ และต่อมาอาจมีไข้ร่วมด้วย โดยเล็บจะมีการหนาตัวมากขึ้นและติดเชื้อรุนแรงมากขึ้น ทำให้ไปไหนมาไหนไม่ได้เพราะไม่สามารถใส่รองเท้าได้จึงควรรีบไปพบแพทย์โดยด่วน โดยเฉพาะผู้ที่ป่วยเอชไอวีหรือเบาหวานจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องไปพบแพทย์ขณะเป็นแต่เนิ่นๆ เลย เพราะอาจรุนแรงติดเชื้อลึกเข้าไปยังกระดูกเลยทีเดียว

วิธีการรักษาเล็บขบในเบื้องต้นด้วยตนเอง
– แช่เท้าด้วยน้ำอุ่นวันละ 4 ครั้ง
– ล้างเท้าที่เป็นเล็บขบด้วยน้ำสบู่และน้ำสะอาดวันละ 2 ครั้ง
– พยายามทำให้เช็ดเท้าให้แห้งและสะอาดเสมอหลังเท้าเปียกน้ำเพื่อป้องกันความเปียกชื้น
– ไม่ใส่รองเท้าส้นสูงหรือคับเกินไป
– อาจใช้คอตตอนบัดเล็กๆ สอดเข้าไปในซอกเล็บเพื่อยกเล็บไม่ให้โดนเนื้อสัก 15 วัน เพื่อให้เล็บที่งอกใหม่ไม่ทิ่มลงในเนื้อ

เล็บขบ

การแช่เท้าในน้ำอุ่นและน้ำสบู่ เป็นการรักษาอาการเล็บขบในเบื้องต้น

ควรพบแพทย์เมื่อมีอาการดังนี้
หากเล็บขบมีอาการปวดบวมมากถึงขั้นมีหนองไหลออกมาจากซอกเล็บอย่างนี้ต้องรีบไปพบแพทย์โดยด่วน เพราะอันตรายมากโดยเฉพาะสำหรับคนที่ยังไม่เคยฉีดวัคซีนป้องกันบาดทะยัก หรือเป็นโรคเอดส์ เบาหวาน เหล่านี้ยิ่งต้องระวังเป็นพิเศษ โดยแพทย์จะให้ยาปฏิชีวนะฆ่าเชื้อแบคทีเรียทั้งแบบทาและแบบรับประทาน แต่หากเนื้อบริเวณเล็บขบหนาตัวมากเกินไปแพทย์ก็อาจทำการดูดหนองและถอดเล็บที่ขบออกให้ ทั้งนี้ แผลจะหายเป็นปกติภายใน 2 – 3 สัปดาห์

การป้องกันไม่ให้เกิดเล็บขบ
– ก่อนตัดเล็บอาจแช่เท้าในน้ำสักครู่เพื่อให้เล็บอ่อนตัวลงง่ายต่อการตัด โดยการตัดเล็บให้ตัดเป็นแนวตรง โดยไม่ตัดติดเนื้อหรือมุมเล็บมากจนเกินไป อาจใช้ตะไบถูกขอบเพื่อลดคมเล็บ
– ใส่รองเท้าพอดีกับเท้า ไม่คับหรือสูงเกินไป
– เช็ดเท้าให้แห้งอยู่เสมอเพื่อป้องกันเชื้อรา และลดการสะสมของเชื้อโรคบริเวณซอกเล็บเท้า
– เดินด้วยความระมัดระวังอย่าให้เล็บเท้าไปชนกับอะไรบ่อยๆ

เล็บขบ

หลีกเลี่ยงการใส่รองเท้าที่คับเกินไป เพื่อป้องกันการเกิดเล็บขบ

เพียงเท่านี้อาการเล็บขบก็จะหายไปและไม่เกิดกับเราอีก ดังนั้น เราจึงควรหมั่นดูแลรักษาเท้าให้ดี อย่าปล่อยให้เป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรค แล้วเท้าสวยๆ เล็บงามๆ ก็จะอยู่คู่กับคุณไปอีกนานแสนนาน

-------------- advertisements --------------

-------------- advertisements --------------

Comments

Scroll To Top