ศีล 227 ข้อของพระภิกษุมีอะไรบ้าง

ศีล 227 ข้อ คือ ข้อห้ามหรือหลักปฏิบัติที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงกำหนดขึ้น เพื่อให้ภิกษุทั้งหลายได้ยึดถือเป็นหลักปฏิบัติตลอดระยะเวลาของการถือครองเพศบรรพชิต เพื่อให้เกิดความบริสุทธิ์จากการบวช และการยอมรับจากประชาชนทั่วไป โดยศีล 227 ข้อนี้แบ่งออกเป็นหลายหมวด แต่ละหมวดก็ความหนักเบาของโทษแตกต่างกันออกไป มีตั้งแต่การหลุดด้วยการปลงอาบัติไปจนถึงการขาดจากการเป็นภิกษุ และไม่สามารถกลับมาบวชได้อีกในชาตินี้

————– advertisements ————–

ศีล 227 ข้อแบ่งออกได้เป็น 8 หมวดดังนี้

หมวดที่ 1 ปาราชิก
อาบัติปาราชิก คืออาบัติขั้นสูงสุด ผู้ใดละเมิดอาบัติหมวดนี้จะถือว่าขาดจากความเป็นภิกษุทันที ไม่ว่าจะมีผู้รู้เห็นการกระทำด้วยหรือไม่ ผู้ต้องอาบัติปาราชิกจะไม่สามารถกลับมาบวชได้ใหม่อีกในชาตินี้ อาบัติปาราชิก ประกอบไปด้วยอาบัติ 4 ข้อดังนี้
1. การเสพเมถุน หรือการมีเพศสัมพันธุ์ ไม่ว่าจะด้วยกับคนหรือสัตว์เดรัจฉาน
2. การถือเอาทรัพย์ที่เจ้าของไม่ได้ให้มาเป็นของตน หรือ การขโมย ฉ้อโกง
3. การฆ่าหรือทำลายชีวิตมนุษย์
4. อวดอุตตริมนุสสธรรม หรือการอวดอ้างคุณวิเศษที่ไม่มีในตน (ถึงมีจริงก็ห้ามอวด จะต้องอาบัติปาจิตตีย์)

หมวดที่ 2 สังฆาทิเสส
อาบัติสังฆาทิเสส เป็นอาบัติที่มีโทษขั้นรองจากปาราชิก ผู้ต้องอาบัติจะยังไม่ขากจากความเป็นพระ แต่ต้องปลงอาบัติในขั้นตอนที่ค่อนข้างหนักและยาก อาบัติสังฆาทิเสสมีทั้ง 13 ข้อ ดังนี้
5. ห้ามทำน้ำอสุจิเคลื่อนด้วยความจงใจ (ยกเว้นจากอาการฝัน)
6. ห้ามสัมผัสเคล้าคลึงกายหญิงด้วยความจงใจ หรือห้ามจับต้องอวัยวะอันใดก็ตามของสตรีเพศ
7. ห้ามพูดจาหยาบคาย แทะโลม เกี้ยวพาราสี สตรีเพศ
8. ห้ามกล่าวถึงคุณในการบำเรอตนด้วยกาม หรือด้วยถ้อยคำพาดพิงถึงการเสพเมถุน
9. ห้ามเป็นพ่อสื่อคนกลางเพื่อให้คนแต่งงานหรือสมสู่กัน
10. ห้ามภิกษุขอให้ผู้หนึ่งผู้ใดสร้างกุฎิแก่ตน
11. ห้ามสร้างวิหารใหญ่โดยสงฆ์มิได้กำหนดสถานที่
12. ห้ามแกล้งใส่ความภิกษุอื่นว่าต้องอาบัติปาราชิกโดยไม่มีมูล
13. ห้ามแกล้งสมมุติแล้วใส่ความภิกษุอื่นว่าต้องอาบัติปาราชิกโดยไม่มีมูล
14. ห้ามยุยงสงฆ์ให้แตกแยกกัน หรือ ห้ามทำสังฆเภท
15. ห้ามป็นพวกของผู้ที่ทำสงฆ์ให้แตกแยกกัน
16. ห้ามเป็นผู้ว่ายากสอนยาก และต้องโดนภิกษุอื่นเตือนถึง 3 ครั้ง
17. ห้ามเป็นผู้มีความประพฤติเลวทราม ประจบรับใช้คฤหัสถ์เพื่อหวังอามิสสินจ้างหรือสิ่งตอบแทน

หมวดที่ 3 อนิยตกัณฑ์
อาบัติอนิยตกัณฑ์ นั้นเป็นอาบัติเบื้องต้น ซึ่งอาจจะนำไปสู่อาบัติหมวดอื่นที่สูงขึ้นได้ ประกอบไปด้วยอาบัติ 2 ข้อดังนี้
18. ห้ามนั่งในที่ลับตากับสตรีสองต่อสอง ถ้ามีผู้ที่น่าเชื่อถือมาพบและกล่าวโทษไม่ว่าจะเป็นอาบัติปาราชิก สังฆาทิเสส หรือปาจิตตีย์ ให้ถือว่าภิกษุนั้นถือว่ามีความผิดตามที่ถูกกล่าวหา
19. ห้ามนั่งในที่ลับหู (ไม่ลับตา) กับสตรีสองต่อสอง ถ้ามีผู้ที่น่าเชื่อถือมาพบและกล่าวโทษไม่ว่าจะเป็นอาบัติสังฆาทิเสสหรือปาจิตตีย์ ให้ถือว่าภิกษุนั้นถือว่ามีความผิดตามที่ถูกกล่าวหา

หมวดที่ 4 นิสสัคคิยปาจิตตีย์
อาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์ เป็นความผิดหรืออาบัติขั้นกลาง ไม่ขาดจากความเป็นพระภิกษุและสามารถปลงอาบัติได้ ประกอบไปด้วยข้องกำหนด 30 ข้อดังนี้
20. ห้ามเก็บจีวรเกินจำเป็นไว้เกินกว่า 10 วัน (ยกเว้นทำเป็นสองเจ้าของ)
21. ห้ามอยู่ปราศจากไตรจีวรแม้แต่คืนเดียว
22. ห้ามเก็บผ้าที่จะทำจีวรไว้เกิน 1 เดือน (ยกเว้นทำเป็นสองเจ้าของ)
23. ห้ามใช้ให้ภิกษุณีซักผ้า
24. ห้ามรับจีวรจากมือของภิกษุณี
25. ห้ามขอจีวรต่อคฤหัสถ์ที่มิใช่ญาติ ยกเว้นขอต่อคนปวารณา หรือจีวรหาย หรือถูกขโมย
26. ห้ามรับจีวรเกินจำนวนที่ต้องใช้ เมื่อจีวรถูกขโมยหรือหายไป
27. ห้ามพูดให้เขาซื้อจีวรที่ดีกว่าที่เขาตั้งใจจะซื้อถวาย
28. ห้ามไปพูดให้เขารวมกันซื้อจีวรที่ดีๆถวาย
29. ห้ามทวงจีวรเอากับคนที่รับอาสาจะซื้อถวายเกินกว่า 3 ครั้ง
30. ห้ามหล่อเครื่องปูนั่งพรมเจือด้วยไหม
31. ห้ามหล่อเครื่องปูนั่งด้วยขนเจียมหรือขนสัตว์ ที่มีสีดำล้วน
32. ห้ามใช้ขนเจียมดำเกิน 2 ส่วนใน 4 ส่วนของการหล่อเครื่องปูนั่ง
33. ห้ามหล่อเครื่องปูนั่งใหม่ถ้าของเก่ายังใช้ได้ และมาไม่เกิน 6 ปี
34. ห้ามการทำเครื่องปูนั่งใหม่ โดยไม่ใช้ของเก่าผสมลงไปด้วย
35. ห้ามนำขนเจียมไปด้วยกับตนเองเกินกว่า ๓ โยชน์ เว้นแต่มีผู้นำไปให้
36. ห้ามใช้นางภิกษุณีที่ไม่ใช่ญาติซักขนเจียมให้
37. ห้ามรับทองเงินจากคฤหัสถ์
38. ห้ามทำการซื้อขายของด้วยเงินทอง
39. ห้ามซื้อขายโดยใช้ของแลก
40. ห้ามเก็บบาตรเกิน 1 ใบไว้เกินกว่า 10 วัน
41. ห้ามขอบาตรใหม่เมื่อบาตรเก่าเป็นแผลหรือมีตำหนิไม่เกิน ๕ แห่ง
42. ห้ามเก็บเภสัช 5 อันประกอบด้วย เนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง และน้ำอ้อย ไว้เกิน ๗ วัน
43. ห้ามแสวงและทำผ้าอาบน้ำฝน เกินกว่า 1 เดือนก่อนถึงหน้าฝน
44. ห้ามให้จีวรแก่ภิกษุอื่นแล้วมาชิงคืนในภายหลัง
45. ห้ามขอด้ายเอามาทอเป็นจีวร
46. ห้ามไปกำหนดให้ช่างทอจีวรให้ดีขึ้นเพื่อตน เว้นแต่ขอต่อคนปวารณา
47. ห้ามเก็บผ้าจำนำพรรษาไว้เกินกำหนด
48. ห้ามภิกษุอยู่ป่าเก็บจีวรไว้ในบ้านเกิน 6 คืน (ยกเว้นภิกษุได้รับสมมุติ)
49. ห้ามน้อมลาภสงฆ์มาเพื่อให้เขาตนเอง

หมวดที่ 5 ปาจิตตีย์
อาบัติหมวดปาจิตตีย์ เป็นความผิดเล็กน้อยถึงกลาง เมื่อต้องอาบัติแล้วย่อมถูกชาวโลกติเตียน อาบัติปาจิตตีย์ไม่รุนแรงถึงขั้นขาดจากความเป็นภิกษุ และสามารถปลงอาบัติได้ ศีลหมวดนี้มีจำนวน 92 ข้อดังนี้
50. ห้ามพูดมุสา (พูดโกหก)
51. ห้ามผรุสวาท (ด่าทอ)
52. ห้ามพูดส่อเสียด
53. ห้ามกล่าวธรรมพร้อมกับผู้ที่ไม่ใช่ภิกษุ เช่น ภิกษุณี สามเณร ในขณะสอน
54. ห้ามนอนร่วมกับผู้ที่ไม่ใช่ภิกษุเกิน ๓ คืน
55. ห้ามนอนร่วมกับสตรีเพศ
56. ห้ามแสดงธรรมสองต่อสองกับสตรีเพศเกิน 6 คำ เว้นแต่เมื่อมีผู้ชายที่รู้เดียงสาอยู่ด้วย
57. ห้ามบอกคุณวิเศษที่มีจริงแก่ผู้อื่น (ถ้าไม่มีคุณวิเศษนั้นจริง จะต้องอาบัติปาราชิก)
58. ห้ามบอกอาบัติชั่วหยาบของภิกษุแก่ผู้ที่ไม่ใช่ภิกษุ
59. ห้ามขุดดินหรือใช้ให้ผู้อื่นขุด
60. ห้ามตัดและทำลายต้นไม้
61. ห้ามพูดเฉไฉหรือทำให้ยุ่งยากเมื่อถูกสอบสวน
62. ห้ามตำหนิติเตียนภิกษุผู้ทำการสงฆ์ไว้กลางแจ้ง
63. ห้ามทิ้งตั่งเตียงของสงฆ์ไว้กลางแจ้ง
64. ห้ามปล่อยที่นอนไว้ไม่เก็บให้เรียบร้อย
65. ห้ามนอนแทรกภิกษุผู้นอนอยู่ก่อน เพื่อทำให้ภิกษุนั้นลุกหนีไป
66. ห้ามฉุดคร่าภิกษุออกจากวิหารของสงฆ์ เพราะเหตุขัดใจ ยกเว้นภิกษุอลัชชี (ภิกษุผู้ทำความผิดร้ายแรง)
67. ห้ามนั่งนอนบนเตียงหรือตั่งโดยแรงในขณะที่อยู่ชั้นบน ซึ่งมีผู้อื่นนอนอยู่ชั้นล่าง
68. ห้ามโบกฉาบวิหารใหญ่เกิน 3 ชั้น
69. ห้ามเอาน้ำที่มีตัวสัตว์รดหญ้าหรือดิน
70. ห้ามสอนภิกษุณีเมื่อมิได้รับมอบหมายจากสงฆ์
71. ห้ามสอนภิกษุณีภายหลังพระอาทิตย์ตกดิน
72. ห้ามไปสอนภิกษุณีจนถึงที่พัก
73. ห้ามตำหนิติเตียนภิกษุอื่น ว่าสั่งสอนภิกษุณีเพราะเห็นแก่ลาภหรืออามิส
74. ห้ามให้จีวรแก่ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ แต่ให้แลกหรือเปลี่ยนจีวรกันได้
75. ห้ามเย็บจีวรให้ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ
76. ห้ามเดินทางไกลร่วมกับภิกษุณี เว้นไว้แต่หนทางที่จะไปมีอันตราย
77. ห้ามชวนภิกษุณีเดินทางเรือร่วมกัน เว้นไว้แต่การโดยสารหรือข้ามฟาก
78. ห้ามฉันอาหารที่ภิกษุณีไปแนะนำให้เขานำมาถวาย
79. ห้ามนั่งในที่ลับหูลับตาสองต่อสองกับภิกษุณี
80. ห้ามฉันอาหารในที่ทานเกิน 1 มื้อ ยกเว้นในยามป่วย
81. ห้ามขออาหารชาวบ้านเพื่อมาฉันรวมกลุ่มกับพวกของตน
82. ห้ามรับนิมนต์แล้วไปฉันอาหารที่อื่น
83. ห้ามรับบิณฑบาตเกินกว่า ๓ บาตร
84. ห้ามฉันอีกเมื่อฉันในที่รับนิมนต์เสร็จแล้ว
85. ห้ามพูดให้ภิกษุที่ฉันอีกเพื่อจับผิด
86. ห้ามฉันอาหารในเวลาวิกาล (ห้ามฉันตั้งแต่หลังเที่ยงวัน จนถึงเช้าของวันใหม่)
97. ห้ามฉันอาหารที่เก็บไว้ค้างคืน
88. ห้ามกล่าวขออาหารอันประณีตมาเพื่อฉันเอง ยกเว้นขอต่อผู้ปวารณา
89. ห้ามฉันอาหารที่มิได้รับประเคน ยกเว้นน้ำดื่ม
90. ห้ามยื่นอาหารด้วยมือให้แก่ชีเปลือยและนักบวชลัทธิอื่น
91. ห้ามชวนภิกษุอื่นไปบิณฑบาตด้วยแล้วไล่กลับ
92. ห้ามเข้าไปนั่งกีดขวางในห้องนอนของหญิงกับชายที่มีราคะ หรือห้ามเข้าไปขัดจังหวะการสมสู่ของชายหญิง
93. ห้ามนั่งในที่ลับตามีที่กำบังกับผู้หญิง
94. ห้ามนั่งในที่ลับหูสองต่อสองกับผู้หญิง
95. ห้ามรับนิมนต์แล้วไปที่อื่นโดยไม่บอกลาภิกษุซึ่งมีอยู่
96. ห้ามขอปัจจัยเภสัชเกินกำหนดชนิดและเวลาที่เขาปวารณาไว้
97. ห้ามไปดูกองทัพที่ยกออกไป
98. ห้ามภิกษุมีกิจจำเป็นพักอยู่ในกองทัพเกิน 3 คืน
99. ห้ามดูเขารบกันเป็นต้นเมื่อมีกิจจำเป็นไปในกองทัพ
100. ห้ามดื่มสุราเมรัย รวมของมึนเมาต่างๆ
101. ห้ามจี้ภิกษุให้หัวเราะ
102. ห้ามว่ายน้ำเล่น
103. ห้ามแสดงความไม่เอื้อเฟื้อในวินัย ขืนประพฤติอนาจารอยู่
104. ห้ามหลอกภิกษุให้กลัว หรือตกใจ
105. ห้ามก่อกองไฟเพื่อผิง ยกเว้นผิงถ่านไฟที่ปราศจากเปลวไฟ
106. ห้ามอาบน้ำบ่อย เว้นแต่มีเหตุจำเป็น
107. ห้ามทำเครื่องหมายจีวรที่ได้มาใหม่
108. วิกัปจีวรไว้แล้ว (ให้ยืมใช้) เมื่อจะใช้ต้องถอนก่อน
109. ห้ามเล่นซ่อนบริขารหรือสิ่งของของภิกษุอื่น
110. ห้ามฆ่าสัตว์ตัดชีวิต
111. ห้ามดื่มน้ำมีตัวสัตว์อยู่
112. ห้ามรื้อฟื้นอธิกรณ์ (ข้อโต้เถียงหรือคดีความ) ที่ตัดสินเป็นธรรมแล้ว
113. ห้ามปกปิดอาบัติร้ายแรง (หมายถึงอาบัติปาราชิกและอาบัติสังฆาทิเสส) ของภิกษุอื่น
114. ห้ามทำการบวชให้บุคคลที่มีอายุไม่ถึง ๒๐ ปี
115. ห้ามเดินทางร่วมกับโจรหรือพ่อค้าผู้หนีภาษี
116. ห้ามชวนผู้หญิงเดินทางร่วมกัน
117. ห้ามกล่าวตู่พระธรรมวินัย
118. ห้ามคบหากินอยู่ร่วมกับภิกษุผู้กล่าวตู่พระธรรมวินัย
119. ห้ามคบหา ให้การอุปถัมป์ กินอยู่ ร่วมกับสามเณรผู้กล่าวตู่พระธรรมวินัย
120. ห้ามพูดเลี่ยงเพื่อหวังจะไม่ศึกษาในสิกขาบท
121. ห้ามกล่าวย่ำยีดูแคลนพระธรรมวินัย
122. ห้ามพูดเฉไฉแก้ตัวว่าเพิ่งรู้ว่ามีในปาติโมกข์
123. ห้ามทำร้ายร่างกายภิกษุ
124. ห้ามเงื้อมือจะทำร้ายภิกษุ
125. ห้ามกล่าวหาอาบัติสังฆาทิเสสแก่ภิกษุโดยไม่มีมูล
126. ห้ามก่อความรำคาญแก่ภิกษุอื่น
127. ห้ามแอบฟังความของภิกษุผู้ทะเลาะกัน
128. ห้ามพูดติเตียนเมื่อมอบฉันทะให้ผู้อื่นทำการแทนแล้ว
129. ในที่ประชุมสงฆ์ตั้งญัตติแล้วกำลังทำการวินิจฉัย ห้ามลุกไปโดยไม่ให้ความยินยอมต่อสงฆ์ ยกเว้นไปสุขา
130. ร่วมกับสงฆ์ให้จีวรแก่ภิกษุแล้วห้ามติเตียนภายหลัง
131. ห้ามน้อมลาภสงฆ์มาเพื่อบุคคล
132. ห้ามเข้าไปในตำหนักของพระราชา โดยไม่ได้รับราชานุญาต
133. ห้ามเก็บของมีค่าใดๆที่ตกอยู่ เว้นแต่ตกในวัด เก็บเพื่อไว้คืนเจ้าของ
134. ห้ามเข้าบ้านยามวิกาล เว้นมีธุระด่วน แต่ต้องบอกกล่าวภิกษุอื่นก่อน
135. ห้ามทำกล่องเข็มด้วยกระดูก งา และเขาสัตว์
136. ห้ามใช้เตียงตั่งมีเท้าสูงกว่า 8 นิ้วสุคต
137. ห้ามใช้เตียงตั่งที่หุ้มด้วยนุ่น
138. ห้ามใช้ผ้าปูนั่งมีขนาดเกินประมาณ หรือเกินกว่าขนาดยาว 2 คืบ กว้าง 2 คืบ ชาย 2 คืบ ด้วยคืบสุคต
139. ห้ามใช้ผ้าปิดฝีมีขนาดเกินประมาณ หรือเกินกว่าขนาดยาว 4 คืบ กว้าง 4 คืบ ด้วย คืบสุคต
140. ห้ามใช้ผ้าอาบน้ำฝนมีขนาดเกินประมาณ หรือเกินกว่าขนาดยาว 4 คืบ กว้าง 4 คืบ ด้วยคืบสุคต
141. ห้ามใช้จีวรมีขนาดเกินประมาณ หรือเกินกว่าขนาดยาว 9 คืบ กว้าง 6 คืบ ด้วยคืบสุคต

หมวดที่ 6 ปาฏิเทสนียะ
หมวดปาฏิเทสนียะ เป็นอาบัติหมวดเบา ไม่ขาดจากความเป็นพระภิกษุ สามารถปลงอาบัติได้ อาบัติปาฏิเทสนียะ มีทั้งหมด 4 ข้อดังนี้
142. ห้ามรับอาหารจากมือภิกษุณีมาฉัน
143. ให้ไล่นางภิกษุณีที่มายุ่งให้เขามาถวายอาหาร
144. ห้ามรับอาหารในสกุลที่สงฆ์สมมุติว่าเป็นเสขะ (ตระกูลที่ยากจน) เว้นแต่ว่าป่วย หรือเขานิมนต์ไว้แล้ว
145. ห้ามรับอาหารที่เขาไม่ได้จัดเตรียมไว้ก่อนมาฉันเมื่ออยู่ป่า

หมวดที่ 7 เสขิยวัตร
หมวดเสขิยวัตร เป็นหมวดเกี่ยวกับมารยาท ความสำรวม ความเหมาะควรแห่งความเป็นสมณะ มีทั้งหมด 75 แบ่งเป็นหมวดย่อยๆได้ดังนี้

7.1 หมวดสารูป มี 26 ข้อ
146. เราจักนุ่งให้เป็นปริมณฑล (ล่างปิดเข่า บนปิดสะดือไม่ห้อยหน้าห้อยหลัง)
147. เราจักห่มให้เป็นปริมณฑล(ให้ชายผ้าเสมอกัน ไม่ห้อยไปข้างหน้าข้างหลัง)
148. เราจักปกปิดกายด้วยดี เมื่อไปในบ้าน
149. เราจักปกปิดกายด้วยดี เมื่อนั่งในบ้าน
150. เราจักสำรวมด้วยดี เมื่อไปในบ้าน
151. เราจักสำรวมด้วยดี เมื่อนั่งในบ้าน
152. เราจักมีตาทอดลง เมื่อไปในบ้าน
153. เราจักมีตาทอดลง เมื่อนั่งในบ้าน (สายตาไม่ซอกแซก ตาไม่มองโน่นมองนี่)
154. เราจักไม่เวิกผ้า เมื่อไปในบ้าน
155. เราจักไม่เวิกผ้า เมื่อนั่งในบ้าน
156. เราจักไม่หัวเราะเสียงดัง เมื่อไปในบ้าน
157. เราจักไม่หัวเราะเสียงดัง เมื่อนั่งในบ้าน
158. เราจักไม่พูดเสียงดัง เมื่อไปในบ้าน
159. เราจักไม่พูดเสียงดัง เมื่อนั่งในบ้าน
160. เราจักไม่เดินโคลงกาย เมื่อไปในบ้าน
161. เราจักไม่นั่งโคลงกาย เมื่อนั่งในบ้าน
162. เราจักไม่ไกวแขน เมื่อไปในบ้าน
163. เราจักไม่ไกวแขน เมื่อนั่งในบ้าน
164. เราจักไม่สั่นศรีษะ เมื่อไปในบ้าน
165. เราจักไม่สั่นศีรษะ เมื่อนั่งในบ้าน
166. เราจักไม่เดินเท้าเอว เมื่อไปในบ้าน
167. เราจักไม่เอามือเท้าเอว เมื่อนั่งในบ้าน
168. เราจักไม่เอาผ้าคลุมศีรษะ เมื่อไปในบ้าน
169. เราจักไม่เอาผ้าคลุมศีรษะ เมื่อนั่งในบ้าน
170. เราจักไม่เดินกระโหย่งเท้า เมื่อไปในบ้าน
171. เราจักไม่นั่งกอดเข่า ในบ้าน

7.2 หมวดโภชนปฏิสังยุต ว่าด้วยกิริยามารยาทที่ควรประพฤติในการรับบิณฑบาต และการฉันภัตตาหาร มีทั้งหมด มี 30 ข้อดังนี้
172. เราจักรับบิณฑบาตด้วยความเคารพ
173. ในขณะบิณฑบาต เราจักแลดูแต่ในบาตร
174. เราจักรับบิณฑบาตพอสมส่วนกับแกง (ไม่รับแกงมากเกินไป)
175. เราจักรับบิณฑบาตแค่พอเสมอขอบปากบาตร
176. เราจักฉันบิณฑบาตโดยความเคารพ
177. ในขณะฉันบิณฑบาต เราจักดูแต่ในบาตร
178. เราจักฉันบิณฑบาตไปตามลำดับ (ไม่ขุดให้แหว่ง)
179. เราจักฉันบิณฑบาตพอสมส่วนกับแกง ไม่ฉันแกงมากเกินไป
180. เราจักฉันบิณฑบาตโดยไม่ขยุ้มแต่ยอดลงไป
181. เราจักไม่เอาข้าวสุกปิดแกงและกับด้วยหวังจะได้มาก
182. เราจักไม่ขอเอาแกงหรือข้าวสุกเพื่อประโยชน์แก่ตนมาฉัน หากไม่เจ็บไข้
183. เราจักไม่มองดูบาตรของภิกษุอื่นด้วยคิดจะเพ่งโทษ
184. เราจักไม่ทำคำข้าวให้ใหญ่เกินไป
185. เราจักทำคำข้าวให้กลมกล่อม
186. เราจักไม่อ้าปากเมื่อคำข้าวยังมาไม่ถึง
187. เราจักไม่เอามือทั้งมือใส่ปากในขณะฉัน
188. เราจักไม่พูดในขณะที่มีคำข้าวอยู่ในปาก
189. เราจักไม่ฉันโดยการโยนคำข้าวเข้าปาก
190. เราจักไม่ฉันโดยกัดคำข้าว
191. เราจักไม่ฉันทำกระพุ้งแก้มให้ตุ่ย
192. เราจักไม่ฉันพลางสะบัดมือพลาง
193. เราจักไม่ฉันแบบหกเรี่ยราด
194. เราจักไม่ฉันแลบลิ้น
195. เราจักไม่ฉันดังจับๆ
196. เราจักไม่ฉันดังซูด ๆ
197. เราจักไม่ฉันเลียมือ
198. เราจักไม่ฉันเลียบาตร
199. เราจักไม่ฉันเลียริมฝีปาก
200. เราจักไม่เอามือเปื้อนจับภาชนะใส่น้ำ
201. เราจักไม่เอาน้ำล้างบาตรมีเมล็ดข้าวเทลงในบ้าน

7.3 หมวดธรรมเทสนาปฏิสังยุต เป็นหมวดที่ว่าด้วยกิริยามารยาทในการแสดงธรรมแก่ผู้อื่น มีทั้งสิ้น 16 ข้อดังนี้
202. เราจักไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ ที่มีร่มในมือ
203. เราจักไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ ที่มีไม้พลองในมือ
204. เราจักไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ ที่มีของมีคมในมือ
205. เราจักไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ ที่มีอาวุธในมือ
206. เราจักไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ ที่สวมรองเท้าไม้
207. เราจักไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ ที่สวมรองเท้า
208. เราจักไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ ที่ไปในยาน
209. เราจักไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ ที่อยู่บนที่นอน
210. เราจักไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ ที่นั่งรัดเข่า
211. เราจักไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ ที่โพกศีรษะ
212. เราจักไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ ที่คลุมศีรษะ
213. เราจักไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ ที่อยู่บนอาสนะ โดยภิกษุอยู่บนแผ่นดิน
214. เราจักไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ ที่นั่งบนอาสนะสูงกว่าภิกษุ
215. เราจักไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ ที่นั่งอยู่ แต่ภิกษุยืน
216. ภิกษุเดินไปข้างหลังไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่เดินไปข้างหน้า
217. ภิกษุเดินไปนอกทางไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่ไปในทาง

7.4 หมวดปกิณกะ เป็นหมวดที่ว่าด้วยกิริยามารยาท ในการถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ มี 3 ข้อดังนี้
218. ภิกษุไม่เป็นไข้ไม่ยืนถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ
219. ภิกษุไม่เป็นไข้ไม่ถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ หรือบ้วนน้ำลายลงในของเขียว (ต้นไม้ใบหญ้าต่างๆ)
220. ภิกษุไม่เป็นไข้ไม่ถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ หรือบ้วนน้ำลายลงในน้ำ

หมวดที่ 8 อธิกรณ์สมถะ
อธิกรณ์สมถะ เป็นหมวดที่ว่าด้วยคดีความ ความขัดแย้ง และการชำระความขัดแย้งนั้นๆ แบ่งออกเป็น 7 ข้อ ดังนี้
221. การระงับอธิกรณ์ในที่พร้อมหน้า (บุคคล วัตถุ ธรรม)
222. การระงับอธิกรณ์ด้วยยกให้ว่าพระอรหันต์ เป็นผู้มีสติ
223. การระงับอธิกรณ์ด้วยยกประโยชน์ให้ในขณะเป็นบ้า
224. การระงับอธิกรณ์ด้วยถือตามคำรับของจำเลย
225. การระงับอธิกรณ์ด้วยถือเสียงข้างมากเป็นประมาณ
226. การระงับอธิกรณ์ด้วยการลงโทษแก่ผู้ผิด
227. การระงับอธิกรณ์ด้วยให้ประนีประนอมหรือเลิกแล้วกันไป

-------------- advertisements --------------

-------------- advertisements --------------

Comments

Scroll To Top